ads by google

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

ชนิดข้อมูล ในภาษาซี

ชนิดข้อมูล 
ในการเขียนโปรแกรมภาษา C นั้น ผู้ใช้จะต้องกำหนดชนิดให้กับตัวแปรนั้นก่อนที่จะนำไปใช้งาน โดยผู้ใช้จะต้องรู้ว่าในภาษา C นั้นมีชนิดข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อจะเลือกใช้ได้อย่างถูก
ต้องและเหมาะสม ในภาษา C จะมี 4 ชนิดข้อมูลมาตรฐาน ดังนี้
ชนิดข้อมูลแบบไม่มีค่า หรือ Void Type (Void)
ข้อมูลชนิดนี้ จะไม่มีค่าและจะไม่ใช้ในการกำหนดชนิดตัวแปร แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกี่ยวกับฟังก์ชั่น ซึ่งจะขอยกไปอธิบายในเรื่องฟังก์ชั่น
 ชนิดข้อมูลมูลแบบจำนวนเต็ม หรือ Integer Type (int)
เป็นชนิดข้อมูลที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม ไม่มีทศนิยม ซึ่งภาษา C จะแบ่งข้อมูลชนิดนี้ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ short int,int และ long int ซึ่งแต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังแสดงในตารางที่ 2-1

ชนิดข้อมูล
คิดเครื่อง
หมาย
ขนาด(ไบต์)
จำนวนบิต
ค่าน้อยที่สุด
ค่ามากที่สุด
Short int
คิด
ไม่คิด
2
16
-32,768
0
32,768
65,535
Int
(16 บิต)
คิด
ไม่คิด
2
16
-32,768
0
32,768
65,535
Int
(32 บิต)
คิด
ไม่คิด
4
32
-2,147,486,643
0
2,147,486,643
4,294,967,295
Long int
คิด
ไม่คิด
4
32
-2,147,486,643
0
2,147,486,643
4,294,967,295
ชนิดข้อมูลแบบอักษร หรือ Character Type (char)
ข้อมูลชนิดนี้ก็คือ ตัวอักษรตั้งแต่ A-Z เลข 0-9 และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามมาตรฐาน ACSII (American Standard Code Information Interchange) ซึ่งเมื่อกำหนดให้กับตัวแปรแล้วตัวแปรนั้นจะรับค่าได้เพียง 1 ตัวอักษรเท่านั้น และสามารถรับข้อมูลจำนวนเต็มตั้งแต่ถึง 127 จะใช้ขนาดหน่วยความจำ 1ไบต์หรือ 8 บิต
ชนิดข้อมูลแบบทศนิยม หรือ Floating Point Type (flat)
เป็นข้อมูลชนิดตัวเลขที่มีจุดทศนิยม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ float, double และ long double แต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตที่แตกต่างกันในการใช้งาน ดังแสดงในตารางที่ 2-2
 ตารางที่ 2-2 แสดงรายละเอียดของชนิดข้อมูลแบบทศนิยม
ชนิดข้อมูล
ขนาด(ไบต์)
จำนวนบิต
ค่าที่น้อยที่สุด
float
4
32
      -38                38
3.4-10    ถึง 3.4-10
double
8
64
      -308                308
1.7*10    ถึง 1.7*10
long double
10
80
      -4932             4932
3.4*10    ถึง 1.1*10

การตั้งชื่อ (Identifier) ในภาษาซี

การตั้งชื่อ (Identifier) 
การตั้งชื่อ
การตั้งชื่อ (Identifier) ให้กับตัวแปร ฟังก์ชันหรืออื่น ๆ มีกฎเกณฑ์ในการตั้งชื่อ ดังนี้
1.  ตัวแรกของชื่อจะต้องขึ้นต้องด้วยตัวอักษรหรือเครื่องหมาย _ เท่านั้น
2.  ตัวอักษรตั้งแต่ตัวที่ 2 สามารถเป็นตัวเลข หรือเครื่องหมาย_ก็ได้
3.  จะต้องไม่มีการเว้นวรรคภายในชื่อ แต่สามารถใช้เครื่อง_คั่นได้
4.  สามารถตั้งชื่อได้ยาไม่จำกัด แต่จะใช้ตัวอักษรแค่ 31 ตัวแรกในการอ้างอิง
5.  ชื่อที่ตั้งด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก จะถือว่าเป็นคนละตัวกัน
6.  ห้ามตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนของภาษา C
ตัวอย่างการตั้งที่ถูกและผิด

แบบที่ถูก
แบบที่ผิด
A
$sum
Student_name
Student Name
_SystemName
2names
A1
int

โครงสร้างของภาษา C

โครงสร้างของภาษา C 

ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ถูกค้นคิดขึ้นโดย Denis Ritchie ในปี ค.ศ. 1970 
โดยใช้ระบบปฏิบัติการของยูนิกซ์ (UNIX) นับจากนั้นมาก็ได้รับความนิยมเพิ่มขั้นจนถึงปัจจุบัน ภาษา C สามารถติดต่อในระดับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าภาษาระดับสูงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเบสิกฟอร์แทน ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติของภาษาระดับสูงอยู่ด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจัดได้ว่าภาษา C เป็นภาษาระดับกลาง (Middle –lever language) 
ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดคอมไพล์ (compiled Language) ซึ่งมีคอมไพลเลอร์ (Compiler) ทำหน้าที่ในการคอมไพล์ (Compile) หรือแปลงคำสั่งทั้งหมดในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่อง (Machine Language) เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์นำคำสั่งเหล่านั้นไปทำงานต่อไป
โครงสร้างของภาษา C
ทุกโปรแกรมของภาษา C มีโครงสร้างเป็นลักษณะดังรูป
 
      Int main (void)
{
เฮดเดอร์ไฟล์ (Header Files)
เป็นส่วนที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานของภาษา C ซึ่งจะถูกดึงเข้ามารวมกับโปรแกรมในขณะที่กำลังทำการคอมไพล์ โดยใช้คำสั่ง
#include<ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์> หรือ
#include  “ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์”
ตัวอย่าง
#include<stdio.h>
                เฮดเดอร์ไฟล์นี้จะมีส่วนขยายเป็น .h เสมอ และเฮดเดอร์ไฟล์เป็นส่วนที่จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 1 เฮดเดอร์ไฟล์ ก็คือ เฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h ซึ่งจะเป็นที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานที่จัดการเกี่ยวกับอินพุตและเอาท์พุต
ส่วนตัวแปรแบบ Global (Global Variables)
เป็นส่วนที่ใช้ประกาศตัวแปรหรือค่าต่าง ๆ ที่ให้ใช้ได้ทั้งโปรแกรม ซึ่งใช้ได้ทั้งโปรแกรม  ซึ่งในส่วนไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ฟังก์ชัน (Functions)
เป็นส่วนที่เก็บคำสั่งต่าง ๆ ไว้ ซึ่งในภาษา C จะบังคับให้มีฟังก์ชันอย่างน้อย 1 ฟังก์ชั่นนั่นคือ ฟังก์ชั่น Main() และในโปรแกรม 1 โปรแกรมสามารถมีฟังก์ชันได้มากกว่า 1 ฟังก์ชั่น
ส่วนตัวแปรแบบ Local (Local Variables)
เป็นส่วนที่ใช้สำหรับประกาศตัวแปรที่จะใช้ในเฉพาะฟังก์ชันของตนเอง ฟังก์ชั่นอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ได้ ซึ่งจะต้องทำการประกาศตัวแปรก่อนการใช้งานเสมอ  และจะต้องประกาศไว้ในส่วนนี้เท่านั้น
ตัวแปรโปรแกรม (Statements)
เป็นส่วนที่อยู่ถัดลงมาจากส่วนตัวแปรภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C และคำสั่งต่าง ๆ จะใช้เครื่องหมาย ; เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าจบคำสั่งหนึ่ง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่ คำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C เขียนด้วยตัวพิมพ์เล็ก เนื่องจากภาษา C จะแยกความแตกต่างชองตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่หรือ Case Sensitive นั่นเอง ยกตัวอย่างใช้ Test, test หรือจะถือว่าเป็นตัวแปรคนละตัวกัน นอกจากนี้ภาษา C ยังไม่สนใจกับการขึ้นบรรทัดใหม่ เพราะฉะนั้นผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งหลายคำสั่งในบรรทัดเดียวกันได้ โดยไม่เครื่องหมาย ; เป็นตัวจบคำสั่ง

ค่าส่งกลับ (Return Value)
เป็นส่วนที่บอกให้รู้ว่า ฟังก์ชันนี้จะส่งค่าอะไรกลับไปให้กับฟังก์ชั่นที่เรียกฟังก์ชั่น ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนจะยกไปกล่าวในเรื่องฟังก์ชั่นอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง
หมายเหตุ (Comment)
       เป็นส่วนที่ใช้สำหรับแสดงข้อความเพื่ออธิบายสิ่งที่ต้องการในโปรแกรม ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย /*และ */ ปิดหัวและปิดท้ายของข้อความที่ต้องการ 
  
รูปที่ 2-2 แสดงการเขียนหมายเหตุหรือ Comment ในลักษณะต่าง ๆ
โปรแกรมที่ 2 – 1 โปรแกรมแรกสำหรับคุณ

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ฟังก์ชันพื้นฐานการเขียนโปรแกรมภาษา C


1 ฟังก์ชันรับข้อมูล  (input functions)
            ในเนื้อหาฟังก์ชันการับข้อมูลของภาษา  C  มีฟังก์ชันที่ใช้ในการรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด  อยู่หลายฟังก์ชันที่จะกล่าวถึง  ดังนี้คือ ฟังก์ชัน  scanf( ), ฟังก์ชัน  getchar( ), ฟังก์ชัน  getch( ), ฟังก์ชัน  getche( )  และฟังก์ชัน  gets( )  ซึ่งแต่ละฟังก์ชันมีรายละเอียดของการใช้งานดังนี้
             
           1.1 ฟังก์ชัน  scanf( )
                        เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการรับข้อมูล จากคีย์บอร์ดเข้าไปเก็บไว้ในตัวแปรที่กำหนดไว ้โดยสามารถรับข้อมูลที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม  ตัวเลขทศนิยม  ตัวอักขระตัวเดียว หรือข้อความก็ได
้            รูปแบบการใช้งานฟังก์ชัน

scanf  (control   string,argument  list);

            โดยที่
                        control  string  คือ  รหัสรูปแบบข้อมูล (format code)  โดยจะต้องเขียนอยู่ภายใต้เครื่องหมาย  “……..”  (double  quotation)
                        argument list คือ  ชื่อตัวแปรที่ใช้เก็บข้อมูลโดยจะต้องใช้เครื่องหมาย  &  (ampersand)  นำหน้าชื่อตัวแปร  ยกเว้นตัวแปรชนิด  string  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  &  นำหน้าชื่อ  ถ้ามีตัวแปรมากกว่า  1  ตัวแปร  ให้ใช้เครื่องหมาย  ,  (comma)  คั่นระหว่างตัวแปรแต่ละตัว

ตารางที่  1  แสดงรหัสแบบข้อมูล  ที่สามารถใช้ในฟังก์ชัน  scanf( )
รหัสรูปแบบ 
(format  code)
ความหมาย
%c
  ใช้กับข้อมูลชนิดตัวอักขระตัวเดียว  (single  character :  char)
%d
  ใช้กับข้อมูลชนิดตัวเลขจำนวนเต็ม (integer : int)  โดยสามารถใช้กับตัวเลขฐาน  10  เท่านั้น
%e
  ใช้กับข้อมูลชนิดตัวเลขจุดทศนิยม  (floating  point : float)
%f, %lf
ใช้กับข้อมูลชนิด  float  และ  double  ตามลำดับ
%g
ใช้กับข้อมูลชนิด  float
%h
ใช้กับข้อมูลชนิด  short  integer
%l
ใช้กับข้อมูลชนิด  int  โดยใช้กับตัวเลขฐาน 8, ฐาน 10 และฐาน 16
%o
ใช้กับข้อมูลชนิด  int  โดยสามารถใช้กับตัวเลขฐาน  8  เท่านั้น
%u
ใช้กับข้อมูลชนิด  unsigned  int  โดยใช้กับตัวเลขฐาน  10  เท่านั้น
%x
ใช้กับข้อมูลชนิด  int  โดยสามารถใช้กับตัวเลขฐาน  16  เท่านั้น
%s
ใช้กับข้อมูลชนิด  string
ที่มา  :  Gottfried, S. Byron, 1990 : 481.
            เพื่อให้เกิดความเข้าใจการใช้งานฟังก์ชัน  scanf( )  ได้ดียิ่งขึ้นควรศึกษาโปรแกรมตัวอย่างที่  1, 2  และ  3  ดังต่อไปนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่  1  แสดงโปรแกรมการใช้ฟังก์ชัน  scanf( )  ในการรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดเข้าไปเก็บไว้ในตัวแปรชนิดจำนวนเต็ม 


/*          scanf1.c             */                                              
#include<stdio.h>                                    /*  บรรทัดที่  1  */
void main(void)                                         /*  บรรทัดที่  2  */
{                                                                  /*  บรรทัดที่  3  */
      int  a;                                                   /*  บรรทัดที่  4  */
      scanf("%d", &a);                               /*  บรรทัดที่  5  */
}                                                                 /*  บรรทัดที่  6  */
ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม
            หน้าจอว่าง ๆ  มีเคอร์เซอร์กระพริบเพื่อรอรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด  (ข้อมูลที่ต้องการนั้นเป็นจำนวนเต็ม  เพื่อนำไปเก็บไว้ที่ตัวแปร  a)  ซึ่งผู้ใช้ควรเติมข้อมูลตัวเลขจำนวนเต็มเพื่อให้สัมพันธ์กับชนิดของตัวแปร
คำอธิบายโปรแกรม 
            จากโปรแกรมตัวอย่างที่  1  สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ  ได้ดังนี้

บรรทัดที่   เป็นคำสั่งเรียกแฟ้มที่ชื่อว่า  stdio.h  ซึ่งภายในจะบรรจุคำสั่งหรือฟังก์ชันที่จำเป็นต้องใช้ในภาษา  C  เช่น  printf( )
บรรทัดที่  2  เป็นฟังก์ชันหลักของโปรแกรม  และบอกให้  C compiler  รู้ว่าฟังก์ชัน
main( )  ไม่มีการส่งค่าข้อมูลและไม่มีการรับค่าข้อมูลกลับ
บรรทัดที่  3  เป็นการแสดงจุดเริ่มต้นของฟังก์ชัน  main( )
บรรทัดที่  4  เป็นการประกาศตัวแปรชื่อ  a  เป็นชนิดจำนวนเต็ม  หรือ  int
บรรทัดที่  5  ฟังก์ชัน  scanf( )  เพื่อรอรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดเข้าไปเก็บไว้ในตัวแปร  a  ซึ่งเป็นชนิดจำนวนเต็ม
บรรทัดที่  6  เป็นการแสดงจุดสิ้นสุดของฟังก์ชัน  main( )

โปรแกรมตัวอย่างที่  แสดงโปรแกรมการใช้ฟังก์ชัน  scanf( )  ในการรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดเข้าไปเก็บไว้ในตัวแปรชนิดจำนวนเต็ม  และนำค่าของตัวแปรออกแสดงผลที่จอภาพ

/*          scanf2.c             */
#include<stdio.h>                                       /*  บรรทัดที่  1  */
   void main(void)                                         /*  บรรทัดที่  2  */
{                                                                     /*  บรรทัดที่  3  */
      int  a;                                                      /*  บรรทัดที่  4  */
      scanf("%d", &a);                                   /*  บรรทัดที่  5  */
      printf("Your enter is ...%d", a);            /*  บรรทัดที่  6  */
}                                                                     /*  บรรทัดที่  7  */


  
ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม 

ข้อสังเกต  ในเอกสารเล่มนี้  ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม  ถ้าตัวอักษรที่เป็นสีเข้มคือข้อความที่ให้ผู้ใช้พิมพ์ผ่านคีย์บอร์ด 
คำอธิบายโปรแกรม 
            ในโปรแกรมตัวอย่างที่  2  โปรแกรมจะรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด ที่เป็นชนิดจำนวนเต็มเก็บไว้ในตัวแปร และนำค่าของตัวแปรแสดงผลออกจอภาพ  ด้วยคำสั่งบรรทัดที่  6  คือ  printf(“Your enter is…%d”, a);  สำหรับฟังก์ชัน  printf( )  ผู้ใช้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ในหัวข้อ  2.1 
โปรแกรมตัวอย่างที่  3  แสดงโปรแกรมการใช้ฟังก์ชัน  scanf( )  ในการรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดเข้าไปเก็บไว้ในตัวแปรชนิดตัวอักษร  เลขจำนวนเต็ม  และเลขทศนิยม  และนำค่าของตัวแปรออกแสดงผลที่จอภาพ

/*          scanf3.c             */
#include<stdio.h>                                /*  บรรทัดที่  1  */
#include<conio.h>                               /*  บรรทัดที่  2  */
void main(void)                                     /*  บรรทัดที่  3  */
{    char name[50];                                /*  บรรทัดที่  4  */
      int  age;                                            /*  บรรทัดที่  5  */
      float weight, height;                       /*  บรรทัดที่  6  */
      clrscr( );                                              /*  บรรทัดที่  7  */
      printf("Enter your Name and Age: ");        /*  บรรทัดที่  8  */
      scanf("%s %d", name, &age);                   /*  บรรทัดที่  9  */
      printf("Enter your Weight and Height : ");  /* บรรทัดที่ 10 /
      scanf("%f %f", &weight, &height);           /*  บรรทัดที่  10 */
      printf("\nYour name is ...%s.\n",name);   /*  บรรทัดที่  11 */
      printf("You  are %d years old.\n",age);    /*  บรรทัดที่  13 */
      printf("Your weight is ...%f cm.\n",weight);  /*บรรทัดที่ 14*/
printf("Your height is ...%f cm.\n",height);    /*  บรรทัดที่  15 */
}                                                                         *  บรรทัดที่  16 */
ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

แผนผังลำดับงาน: จอภาพ: Enter your Name and Age: KANNIKAR  25  Enter your Weight and Height : 155.5  45.5  Your name is ...KANNIKAR.  You  are 25 years old.  Your weight is ...155.500000 cm.  Your height is ...45.500000 cm.
คำอธิบายโปรแกรม 
            จากโปรแกรมตัวอย่างที่  3  สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังต่อไปนี้

บรรทัดที่  4  เป็นการชุดชนิด  char  ซึ่งจองไว้  50  ตัวอักษร  (เรื่องตัวแปรชุดได้อธิบายรายละเอียดไว้ในบทที่  5)
บรรทัดที่  7  ฟังก์ชัน  clrscr( )  ใช้ลบข้อความใด ๆ  ออกจากจอภาพ  ซึ่งจะเรียกใช้งานควบคู่กับแฟ้มที่ชื่อ  conio.h  ดังนั้นก่อนฟังก์ชัน  main( )  จึงต้องเรียกใช้  #include <conio.h>  ก่อน  (บรรทัดที่  2)
บรรทัดที่  8  จะแสดงข้อความและรอรับค่า  Name  และ  Age  จากผู้ใช้  ดังนั้นเวลาเติมข้อมูลให้เว้นช่องว่างอย่างน้อย  1  ช่อง  เพื่อแยกข้อมูล  Name  กับ  Age
บรรทัดที่  9  จะรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด  2  ค่า  มาเก็บไว้ในตัวแปร  name  เป็นข้อความ  และเก็บในตัวแปร  age  เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม
บรรทัดที่  10  จะทำงานคล้ายกับบรรทัดที่  8  แต่จะรับข้อมูลที่เป็นตัวเลขทศนิยม
บรรทัดที่  11 – 15  จะนำข้อมูลที่เก็บไว้ในตัวแปรต่าง ๆ  ออกมาแสดงผลที่จอภาพตามรหัสรูปแบบข้อมูลต่าง ๆ

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำสงวนของภาษาซี (Reserved Words)

คำสงวน (Reserved Words)

                  คำสงวน (Reserved Words) คือคำที่กำหนดขึ้นในภาษาซีเพื่อให้มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง และนำไปใช้งานแตกต่างกัน การประกาศค่าตัวแปรจะต้องไม่ให้ซ้ำกับคำสงวน
Auto
Break
Case
Char
Const
Default
Do
Double
Else
Enum
Short
Signed
Sizeof
Extern
Float
For
Goto
If
Int
Long
Return
Register
Continue
While
Static
Struct
Switch
Typedef
Unon
Unsigned
Void
volatile


  


ตัวแปรของภาษาซี (variable)



                ตัวแปร (variable)  คือชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมตั้งขึ้น เพื่อใช้เก็บค่าที่ต้องการนำมาใช้งานในการเขียนโปรแกรม เพื่อทำการประมวลผลข้อมูล โดยมีกฏในการตั้งชื่อตัวแปรดังนี้
1.
ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ตัวต่อไปอาจจะเป็นตัวอักษรหรือตัวเลขก็ได้
2.
ห้ามใช้สัญลักษณ์อื่นใด ยกเว้นเครื่องหมายสตริงก์ ($) และขีดล่าง (Underscore)
3.
ตัวแปรอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็กและตัวพิมพ์ใหญ่มีความหมายแตกต่างกัน
4.
ห้ามเว้นวรรคระหว่างตัวแปร
5.
ห้ามตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนในภาษาซี
               
ก่อนที่จะนำตัวแปรไปใช้งาน ในภาษาซีจะต้องมีการประกาศค่าตัวแปรให้สอดคล้องกับข้อมูลที่จะนำไปใช้โดยมีรูปแบบดังนี้ 
รูปแบบ
Type varible name
type
ชนิดของตัวแปร ซึ่งอาจจะป็น char, int, float, double หรือตัวแปรชนิดอื่นๆ เป็นต้น
variable name
ชื่อของตัวแปร ถ้ามีมากกว่า 1 ตัวให้ใช้เครื่องหมายคอมม่าคั่น
ตัวอย่างการประกาศตัวแปร
char n;
ประกาศค่าตัวแปรชื่อ n เป็นข้อมูลชนิด character
float a,b,c;
ประกาศค่าตัวแปรชื่อ a,b,c เป็นข้อมูลชนิด float
int number=1;
ประกาศค่าตัวแปรชื่อ number เป็นข้อมูลชนิด integer และกำหนดให้ตัวแปร count
มีค่าเท่ากับ 1
char name[15];
ประกาศตัวแปรชื่อ name เป็นลักษณะตัวแปรชุดเก็บชื่อยาวไม่เกิน 15 ตัวอักษร